ตุ๊กตาลูกเทพในสังคมไทย
สังคมไทยเป็นสังคมที่มีปรากฏการณ์และกระแสความเชื่อแปลกประหลาดเกิดขึ้นเสมอๆ
เป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายเจตนาร่วม (General Will)
ที่คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับโดยพฤตินัยว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติและนำไปสู่การตั้งคำถามว่า“สังคมไทยเป็นสังคมชาวพุทธจริงหรือ”
ปรากฏการณ์และกระแสความเชื่อต่างๆ ที่เกิด ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า สะท้อนภาพอะไร
และ/หรือ อะไรกำลังเกิดขึ้นกับชาวพุทธในราชอาณาจักรไทย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา
เป็นศาสนาของความมีเหตุมีผล ดั่งคำกล่าวโดยย่ออย่างพิสดารของพระอัสสชิ ซึ่งส่งผลให้อุปติสฺสะปริพาชก
(พระสารีบุตร) ได้ดวงตาเห็นธรรม คำกล่าวนี้เป็นพระคาถาสำคัญที่จารึกในโบราณสถานสมัยทวารวดี
และอยู่คู่กับสังคมไทยมาตราบเท่าทุกวันนี้
เยธมฺมมา เหตุปปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต
เตสญจ โย นิโรโธ จ เอวํ
วาที มหาสมโณ
ธรรมเหล่าใด
มีเหตุเป็นแดนเกิด (เกิดแต่เหตุ) พระตถาคตเจ้า
ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะ มีปกติ
ทรงสั่งสอนอย่างนี้
พระคาถานี้เป็นเพียงจารึกที่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าพระบวรพุทธศาสนาแผ่ขยายเข้ามาและตั้งหลักปักฐานในดินแดนอุษาคเนย์เท่านั้น
หรือว่าพึงมีบทบาทและความสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของชนชาวอุษาคเนย์
แต่ไฉนชนชาวสยามซึ่งปวารณาตนเป็นพุทธศาสนิกชน
โหยหาและร้องเรียกให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติโดยนิตินัยของตน จึงมีพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่แปลกแยกไปจากหลักธรรมทางพุทธศาสนามากมายเช่นนี้
แม้นพระ
ภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาบางส่วนยังกระทำตนเสมือนเป็นตัวการ/ผู้สนับสนุนให้เกิดการเบี่ยงเบนจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวว่าการกระทำหลายสิ่งหลายอย่างนั้น เกินความพอเหมาะพอควร
ทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ชักนำให้ญาติโยมหลงเข้าไปสู่วังวนของความงมงายที่ยากจักหลุดพ้นโดยง่าย
ปรากฏการณ์ลูกเทพในสังคมไทยเกิดขึ้นโดยอย่างไร
ว่ากันไปแล้ว
ปรากฏการณ์เช่นนี้มิได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสังคมโลกาภิวัตน์ บางเรื่องเกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นเหตุการณ์ปกติของสังคมไทย
กรณีตุ๊กตาลูกเทพเป็นกระแสความเชื่ออย่างหนึ่งในสังคมไทยที่เป็นไปในลักษณะเดียวกับกุมารทอง
รักยม ลูกกรอก ซึ่งเป็นการนำซากของเด็กหรือวัตถุอาถรรพ์ต่างๆ
มาเข้ากระบวนการผลิตเชิงนามธรรม คือ
การปลุกเสกด้วยคาถาอาคมเพื่อนำวิญญาณของเด็กมารับใช้มนุษย์ พยานเอกสารที่ปรากฏและสามารถอธิบายความเชื่อดังกล่าวได้
คือ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ความมีอยู่ว่าขุนแผนผ่าท้องนางบุญคลี่และควักลูกในท้องมาย่าง
ประกอบพิธีกรรมปลุกเสกเป็นกุมารทองที่มีอิทธิฤทธิ์เหนือภูตผีปีศาจ
และทำหน้าที่เป็นผู้สนองงานขุนแผนแสนสะท้านในการต่างๆ คู่กับนางโหงพราย และตำราไสยเวทย์หลายฉบับก็กล่าวถึงวิธีการทำกุมารทองและวัตถุอาถรรพ์ต่างๆ
ที่เกี่ยวเนื่องกับการนำวิญญาณเด็กมารับใช้มนุษย์อย่างพิสดาร นอกจากนั้น
ยังมีตำราไสยเวทย์บางตอนที่กล่าวถึงหุ่นพยนต์ ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
ก็มีการกล่าวถึงหุ่นพยนต์เช่นกัน จนข้อมูลโดยสังเขปที่สาธยายมานี้
เป็นข้อมูลที่นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ในสังคมของชนชาวสยาม
มีเรื่องการนำวิญญาณมาเป็นเครื่องมือในการรับใช้มนุษย์มาตั้ง แต่ครั้งโบราณกาล
จุดเริ่มต้นจะมีมาแต่ครั้งใดและมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสืบทอดมาแต่ครั้งนั้น คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิชาการทางด้านมานุษยวิทยาศึกษาหาความรู้ต่อไป
บริบทที่แสดงให้เห็นถึงกระแสการตื่นตัวของการนำอิทธิฤทธิ์ของกุมารทองและรักยมมารับใช้มนุษย์
คงไม่พ้นปรากฏ การณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเล่นกลในช่วงหลังกึ่งพุทธกาล
การเล่นกลลักษณะนี้มักแสดงกลตัดหัวและตอบคำถามต่างๆ
เหมือนที่ตลกบางคณะนำมาล้อเลียนกัน “อับดุล.. ถามได้ ตอบได้”
จบท้ายด้วยการเสนอขายพระขุนแผนกุมารทอง กุมารทอง รักยม ฯลฯ การเล่นกลแบบนี้
หายไปนาน และวงการพระเครื่องกลับมาฮือฮาอีกครั้งเมื่อขุนแผนผสมผงพรายกุมาร
(เถ้ากระโหลกเด็กที่มีลักษณะตรงตามตำราทางไสยศาสตร์) ของหลวงปู่ทิม อิสริโก
วัดละหารไร่ ได้รับความนิยมและสนนราคาซื้อขายกันเป็นหลักแสน ขณะเดียวกัน
ก็มีหลายสำนักที่ทำกุมารทองออกมาเสนอขายกันอย่างคึกโครม ขายแบบสินค้าอุตสาหกรรม
ขายจนวัดแห่งแห่งสามารถสร้างถาวรวัตถุใหญ่โตหรือนายทุนร่ำรวยกันเป็นแถว
ในมุมมองของผู้บริโภค
ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการพึ่งพาอิทธิปาฏิหาริย์จากกุมารทองยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
กระแสความนิยมมีทั้งกลุ่มที่ไม่กลัวผลเสียหรือผลข้างเคียงที่เกิดจากการเลี้ยงวิญญาณเหล่านั้น
กับกลุ่มที่กล้าๆ กลัวๆ พัฒนาการของตลาดเพื่อนวิญญาณและ/หรือผีเด็กรับใช้
จึงพัฒนาก้าวไกลไปอีกขั้นหนึ่ง ปรับระดับจาก “กุมารทอง” เป็น “กุมารเทพ”
วัสดุที่ใช้ในการทำกุมารก็เปลี่ยนแปลงไป จากซากเด็ก/วัตถุอาถรรพ์อย่างดินเจ็ดป่าช้า
มาเป็นว่านกุมารทอง ผงวิเศษที่เกิดจากการเขียนอักขระเลขยันต์ บางกระแสก็บอกให้ใช้ดอกบัวแฝดเป็นวัสดุสำคัญในการสร้างร่างสร้างวิญญาณ(เจตสิก)
สร้างสินค้ามายาสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่ง
เป็นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche market) ที่มีกำลังซื้อแบบไร้แรงฉุดรั้ง
เป็นการซื้อบนพื้นฐานของศรัทธาความเชื่อแบบไร้ขอบเขต พิจารณาลึกลงไปอีกระดับหนึ่งเพื่อหาคำตอบว่า
“ศรัทธาและความเชื่อเฉกเช่นนี้
เป็นกลไกในการสนองตอบต่อจิตที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และ/หรือ จิตที่ขาดที่พึ่ง
ใช่หรือไม่
และมีวิธีการใดที่จักนำหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนาเข้าไปเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตให้กับพุทธศาสนิกชนได้อย่างไร”
กระแสตุ๊กตาลูกเทพที่เกิดขึ้นช่วงต้นปี ๒๕๕๙
เป็นปรากฏการณ์หนึ่งของความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาและมายาพาณิชย์ระหว่างคนกลุ่มหนึ่งในสังคมกับการนำวิญญาณที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าสามารถสร้างขึ้นได้โดยอาศัยคาถาอาคม ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่แปลกแยกจากหลักธรรมทางพุทธศาสนาและนำไปสู่ธุรกิจสีเทาที่ยากจักประเมินมูลค่าเงินสะพัดที่แท้จริงได้อย่างถูกต้อง
เป็นตลาดมายาที่สร้างมูลค่าสินค้าให้สูงเกินกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว
และท้ายสุด เป็นสินค้าไร้คุณภาพและไม่มีคุณสมบัติเป็นทรัพย์สินที่สามารถแปลงเป็นทุนได้
เป็นเพียงการสนองตอบต่อความต้องการทางจิตใจที่สังคมควรหันกลับมาพิจารณาว่ากระแสที่เกิดขึ้นใช่วิถีของชาวพุทธหรือไม่
